10

ลิเวอร์พูลเจ็บเยอะ!ย้อนดู 6 ซีซั่นหลังจ่าฝูงช่วงคริสต์มาสสุดท้ายได้แชมป์ลีกหรือไม่?

ใครจะไปคิดว่านี่คือครั้งแรกในรอบ 4 ปีที่ แมนเชสเตอร์ ซิตี้ รั้งอันดับจ่าฝูงพรีเมียร์ลีก อังกฤษ ในช่วงวันคริสต์มาส แต่จากเหตุการณ์ในอดีตการขึ้นไปอยู่บนหัวตารางในวันที่ 25 ธันวาคม ก็ไม่ได้การันตีว่าเมื่อถึงเดือนพฤษภาคมจะได้คว้าแชมป์ลีกแต่อย่างใด 

     สองครั้งก่อนหน้านี้ “เรือใบสีฟ้า” เคยขึ้นไปยึดตำแหน่งจ่าฝูงในช่วงคริสต์มาสมาแล้วสมัยที่ โรแบร์โต้ มันชินี่ (2011/2012)  และ เป๊ป กวาร์ดิโอล่า (2017/18)  คุมทัพโดยบทสรุปสุดท้ายพวกเขาสามารถนำต้นสังกัดครองแชมป์ได้สำเร็จ 

     ขณะเดียวกันในประวัติศาสตร์ลูกหนังเมืองผู้ดีทีมที่อยู่บนจุดสูงสุดของตารางลีกในช่วงเทศกาลแห่งความสุขของชาวคริสต์ มักจะมีโอกาสที่จะเดินเครื่องแบบม้วนเดียวจบคว้าแชมป์ได้ทันที แต่กระนั้นก็มีบางซีซั่นที่ทีมจ่าฝูงช่วงคริสต์มาส ต้องลงเอยด้วยความเจ็บปวดเมื่อจบซีซั่น ซึ่ง ลิเวอร์พูล ก็เลยประสบกับเหตุการณ์แบบนี้มาแล้ว     งานนี้เพื่อให้เข้ากับเทศกาลแห่งวันประสูติของพระเยซู เรามาย้อนดูผลงานของทีมจ่าฝูงในช่วงคริสต์มาส 6 ฤดูกาลหลังสุดว่าเป็นยังไงเมื่อจบซีซั่น !!

ฤดูกาล 2015/2016 – เลสเตอร์ ซิตี้

   ต้องบอกว่านี่คือหนึ่งในประวัติศาสตร์ลูกหนังโลกอย่างแท้จริง เพราะใครจะไปคิดว่าทีมที่ร่อแร่เกือบตกชั้นในฤดูกาลก่อนหน้านี้ จะกลายเป็นสโมสรที่ผงาดสู่การเป็นแชมป์พรีเมียร์ลีกได้อย่างเหลือเชื่อ

     “จิ้งจอกสยาม” ทำผลงานได้อย่างสุดยอดหลังจากที่สโมสรแต่งตั้ง เคลาดิโอ รานิเอรี่ เข้ามากุมบังเหียน โดยจอมแท็กติกชาวอิตาเลียนช่วยให้ เลสเตอร์ เป็นทีมที่มีเกมรับเหนียวแน่น และมีจังหวะสวนกลับที่เฉียบคม

  หลังจากที่ “เดอะ ฟ็อกซ์” ยึดหัวหาดจ่าฝูงลีกในช่วงคริสต์มาส หลายๆ คนอาจจะยังไม่เชื่อว่าพวกเขาจะสามารถยืดระยะในการลุ้นแชมป์ลีกได้ เพราะทีมชุดนั้นไม่มีประสบการณ์ในเรื่องแบบนี้ และอาจจะฟอร์มหลุดในช่วงครึ่งซีซั่นหลัง 

     งานนี้ รานิเอรี่ แอนด์ โค. พิสูจน์ให้เห็นแล้วว่าพวกเขาเป็นของจริง โดยฟอร์มของทีมสุดยอดมากๆ เมื่อแพ้แค่เกมเดียวในลีกช่วงครึ่งฤดูกาลหลังของซีซั่นนั้น และสามารถโกยแต้มได้อย่างเป็นกอบเป็นกำ

     ด้วยการที่มี เจมี่ วาร์ดี้ ที่ยิงประตูเป็นว่าเล่น, ริยาด มาห์เรซ กระชากลากเลื้อยทำลายแนวรับคู่แข่ง, เอ็นโกโล่ ก็องเต้ คุมเกมแดนกลางอย่างสุดยอด นั่นคือปัจจัยที่นำ เลสเตอร์ คว้าแชมป์ลีกอย่างยิ่งใหญ่ 
 

ฤดูกาล 2016/2017 – เชลซี

   หลังจากที่แพ้ในเกมลอนดอน ดาร์บี้ แมตช์ ต่อ อาร์เซน่อล ด้วยสกอร์ 0-3 นั่นคือจุดเปลี่ยนสำคัญของ เชลซี เพราะ อันโตนิโอ คอนเต้ ตัดสินใจที่จะปรับแท็กติกด้วยการเล่นแบบกองหลัง 3 คนตลอดช่วงที่เหลืออยู่ของฤดูกาลนั้น 

     การเปลี่ยนแปลงระบบกลายเป็นจุดเปลี่ยนสำคัญของ “สิงโตน้ำเงินคราม” เพราะทำให้พวกเขาเดินหน้าเก็บชัยชนะเป็นว่าเล่นในลีก 13 แมตช์ และกระโดดพุ่งพรวดขึ้นไปรั้งจ่าฝูงในเดือนพฤศจิกายนหลังเฉือน มิดเดิลสโบรช์ 1-0 ที่ริเวอร์ไซด์ สเตเดี้ยม 

     เชลซี อยู่บนหัวตารางมาตลอดจนกระทั้งจบฤดูกาล โดยทีมของกุนซือคอนเต้ มีคะแนนทิ้งห่าง “หงส์แดง” ลิเวอร์พูล 6 แต้มในช่วงคริสต์มาส จากนั้นพวกเขาก็ทำผลงานได้อย่างแข็งแกร่งมาตลอดชนิดไม่มีแผ่วปลายกองเชียร์ใจสั่น

     สุดท้าย “สิงห์บูลส์” พุ่งชนแชมป์โทรฟี่แชมป์ด้วยการเก็บได้ถึง 93 คะแนน โดยเป็นการทำคะแนนได้สูงสุดเป็นอันดับ 2 ในประวัติศาสตร์ของพรีเมียร์ลีก ตามหลังสถิติเดิม 95 แต้มที่เชลซี เคยทำได้ในปี 2004/2005


2017/2018 – แมนเชสเตอร์ ซิตี้

การมีแต้มทิ้งห่างถึง 13 คะแนนในช่วงคริสต์มาส จึงทำให้ไม่มีอะไรต้องสงสัยเลยว่า แมนเชสเตอร์ ซิตี้ ภายใต้การคุมทัพของ เป๊ป กวาร์ดิโอล่า คงเข้าป้ายคว้าแชมป์แน่นอน แถมยังทำลายสถิติในลีกสูงสุดเมืองผู้ดีด้วย

     ในเวลานั้น “เรือใบสีฟ้า” ทิ้งห่าง แมนเชสเตอร์ ยูไนเต็ด อันดับสอง ไกลสุดกู่ถึง 13 คะแนนซึ่งถือเป็นช่องว่างจ่าฝูงกับรองจ่าฝูงที่ห่างกันมากที่สุดในประวัติศาสตร์ ที่เกิดขึ้นในช่วงวันที่ 25 ธันวาคม 

     เป๊ป สร้าง แมนฯ ซิตี้ ให้กลายเป็นทีมที่แพ้ยาก และสามารถเก็บชัยชนะเหนือคู่แข่งได้อย่างสบายๆ โดยเมื่อจบฤดูกาลพวกเขาทำสถิติเก็บได้ถึง 100 คะแนน แถมยังสร้างสถิติชนะมากที่สุด, ยิงประตูมากที่สุด, ผลต่างประตูได้เสียดีที่สุด และคว้าชัยชนะติดต่อกันในลีกมากที่สุด

     บทสรุปในฤดูกาลนั้น แมนเชสเตอร์ ซิตี้ มีคะแนนทิ้งห่าง แมนฯ ยูไนเต็ด ถึง 19 คะแนน แถมยังคว้าแชมป์ทั้งๆ ที่เหลือเกมลีกที่ลงแข่งอีกตั้ง 5 เกม หลัง “ผีแดง” ทะลึ่งแพ้ เวสต์บรอมวิช อัลเบี้ยน 


2018/2019 – ลิเวอร์พูล

ลิเวอร์พูลเฝ้ารอคว้าสำเร็จในการคว้าแชมป์ลีกสูงสุดสมัยแรกนับตั้งแต่ปี 1990 โดยในฤดูกาลนี้พวกเขาขึ้นไปรั้งจ่าฝูงช่วงคริสต์มาส พร้อมกับมีคะแนนทิ้งห่าง แมนเชสเตอร์ ซิตี้ 4 แต้มเลยทีเดียว 

     อย่างไรก็ตามเหมือนสวรรค์ลิขิตให้ทีมของกุนซือเจอร์เก้น คล็อปป์ ต้องเจ็บช้ำเมื่อโดน แมนฯ ซิติ้ เร่งเครื่องปาดหน้าคว้าแชมป์ไปอย่างเจ็บปวด โดยในซีซั่นดังกล่าว “หงส์แดง” จบอันดับ 2 ด้วยการเก็บได้ถึง 97 คะแนน เป็นรอง “เรือใบสีฟ้า” แค่แต้มเดียวเท่านั้น

     ต้องยอมรับว่า เป๊ป สร้าง แมนฯ ซิตี้ ได้โหดเหลือเกิน เพราะนับตั้งแต่ที่พวกเขาแพ้ นิวคาสเซิ่ล ยูไนเต็ด 1-2 หลังจากนั้นทีมก็เก็บชัยชนะ 14 แมตช์ ส่งผลให้เหล่าสเกาเซอร์ต้องอกหักเพราะฝันสลายที่จะได้เห็นโทรฟี่แชมป์ลีกเข้ามาประดับในตู้โชว์ที่แอนฟิลด์ 
 

2019/2020 – ลิเวอร์พูล 


     นี่คือฤดูกาลแห่งประวัติศาสตร์ของสโมสรและของโลก็ว่าได้ เพราะเกิดเหตุเชื้อไวรัสโควิด-19 ระบาดอย่างหนักจนทำให้เกมต้องหยุดแข่งชั่วคราวหลังจากสถานการณ์ทุกอย่างค่อยๆ คลี่คลาย ฟุตบอลได้กลับมาแข่งใหม่แบบไม่ให้กองเชียร์เข้าชมในสนาม และสาวก “เดอะ ค็อป” ก็ได้ฉลองความสำเร็จที่เฝ้ารอมานานถึง 30 ปี

     ในช่วงต้นซีซั่นดังกล่าว ลิเวอร์พูล เปิดฉากด้วยฟอร์มที่ดุดันด้วยการเก็บชัยชนะเป็นว่าเล่น และเสมอแค่เกมเดียวในแมตช์เยือน แมนเชสเตอร์ ยูไนเต็ด จากนั้นพวกเขาก็เดินเครื่องเก็บ 3 แต้มอย่างต่อเนื่อง โดยมีคะแนนทิ้งห่าง เลสเตอร์ ซิตี้ อันดับ 2 ช่วงคริสต์มาสถึง 10 คะแนน

     ลิเวอร์พูล ยัดตำแหน่งจ่าฝูงตั้งแต่เกมที่ 2 ของลีกและนำแบบม้วนเดียวจบโดยพวกเขาเสมอ 3 เกม และแพ้ 3 เกมเท่านั้น พร้อมกับทำสถิติเก็บไป 99 คะแนนมากที่สุดในหน้าประวัติศาสตร์ของสโมสร 

     พร้อมสร้างสถิติคว้าแชมป์ลีกเร็วที่สุดทั้งๆ ที่ยังเหลือโปรแกรมอีก 7 นัด และเก็บชัยชนะในลีกมากที่สุดในหน้าประวัติศาสตร์ลีกสูงสุดเมืองผู้ดีร่วมกับ แมนเชสเตอร์ ซิตี้ (ชนะ 32 เกมในฤดูกาล 2017/2018 และ 2018/2019)
 

2020/2021 – ลิเวอร์พูล 

  เป็นอีกครั้งที่ ลิเวอร์พูล มีโอกาสได้ขึ้นไป “หนาว” บนตารางช่วงคริสต์มาส แต่บทสรุปพวกเขาไม่ได้แชมป์เมื่อจบฤดูกาล ต้องยอมรับทีมของกุนซือเจอร์เก้น คล็อปป์ มักเจอวิกฤติในช่วงเข้าสู่ปีใหม่ทุกที

     ถือว่าฤดูกาลที่ 3 ติดต่อกันที่ “เดอะ เร้ดส์” สามารถขึ้นไปรั้งจ่าฝูงในวันแห่งความสุขของชาวคริสต์ พร้อมกับมีคะแนนทิ้งห่าง แมนเชสเตอร์ ซิตี้ (อีกแล้ว) ถึง 8 แต้มเลยทีเดียว ซึ่งแน่นอนหลายคนค่อนข้างมั่นใจว่า ลิเวอร์พูล มีโอกาสที่จะป้องกันแชมป์ได้

     ขณะที่ แมนฯ ซิตี้ ในช่วงเริ่มต้นซีซั่นพวกเขาทำผลงานได้ย่ำแย่รั้งอยู่อันดับ 8 แต่หลังจากนั้นก็เดินหน้าเก็บชัยชนะ 15 แมตช์ติดต่อกัน ขณะที่ “หงส์แดง” เกิดเครื่องช็อตขึ้นมาดื้อๆ แบบไม่มีใครทราบสาเหตุ 

     ลิเวอร์พูล แพ้ในลีก 8 เกมจาก 12 แมตช์ในปี 2021 ส่งผลให้จากที่อยู่ดีๆ เป็นจ่าฝูง อันดับร่วงกราวรูดลงไปอยู่ที่ 8 ก่อนที่จะค่อยๆ ตั้งสติและเก็บชัยชนะในช่วงบั้นปลายทำให้ทีมสามารถจบอันดับ 3 ได้สำเร็จ 

      ส่วน แมนฯ ซิตี้ ผงาดคว้าแชมป์พร้อมกับมีคะแนนทิ้งห่าง แมนเชสเตอร์ ยูไนเต็ด ในยุค โอเล่ กุนนาร์ โซลชา ถึง 12 คะแนน และเป็นแชมป์ลีกสมัยที่ 3 ในรอบ 4 ฤดูกาล

ใส่ความเห็น

อีเมลของคุณจะไม่แสดงให้คนอื่นเห็น ช่องข้อมูลจำเป็นถูกทำเครื่องหมาย *

This error message is only visible to WordPress admins

Error: No connected account.

Please go to the Instagram Feed settings page to connect an account.